แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - P.CCTV_Chaiyaporn

หน้า: [1] 2
1
เครื่องใช้ไฟฟ้า / วิธีแยกระหว่าง Switch กับ Hub
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2020, 04:54:09 PM »
ไม่ว่าจะเป็น Switch หรือว่า Hub ทั้งคู่ต่างก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมอุปกรณ์เครือข่ายในระบบเข้าด้วยกัน หลายๆ คนคิดว่าอุปกรณ์สองประเภทนี้ที่แล้วก็คือตัวเดียวกัน แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วทั้ง Switch และ Hub มีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน ทำให้มีหลายคนซื้อผิดซื้อถูกกันมาก ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาอธิบายกันว่า Switch และ Hub คืออะไร และอุปกรณ์ทั้งสองตัวนี้ทำงานอย่างไร

ทำความรู้จักกับ Hub
Hub เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงสัญญาณของอุปกรณ์เครือข่ายเข้าด้วยกันการจะทำให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์รู้จักกัน หรือส่งข้อมูลถึงกันได้จะต้องผ่านอุปกรณ์ตัวนี้ ปัจจุบันฮับถูกเปรียบเทียบกับ Switch ซึ่งมีความสามารถสูงกว่าและถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์มาตราฐานที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงสัญญาณในระบบเครือข่าย เรียกว่าฮับตกกระป๋องไปแล้ว

การทำงานของ Hub
Hub ทำงานในระดับ Physical layer (layer 1) ถ้าเทียบใน OSI model เช่น repeter hub หน้าที่ของ Hub คือตัวอุปกรณ์จะทำสำเนาข้อมูลและส่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครือข่าย ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ด้วยเช่น เครื่องพิมพ์ เป็นต้น เรียกว่าส่งข้อมูลไปทั้งหมด และถ้าข้อมูลนี้เป็นของอุปกรณ์ใดอุปกรณ์นั้นก็จะรับเองอัตโนมัติและจุดด้อยของฮับที่ควรทราบคือ เวลามีอุปกรณ์ใดส่งข้อมูลในเครือข่ายผ่านฮับอุปกรณ์อื่นๆจะต้องรอให้การส่งสมบูรณ์ก่อนเปรียบเทียบได้กับถนน One-Way ห้ามส่งข้อมูลสวนทางกันแต่มีข้อดีคือช่วยลดการเกิดการชนกันข้อมูลได้

ทำความรู้จักกับ Switch
Switch เป็นอุปกรณ์ อิเล็คทรอนิค ทีเชื่ออุปกรณ์ network เข้าด้วยกัน โดยอาศัยสาย cable ต่อเข้ากับ port แต่ละอุปกรณ์ และยังสามารถจัดการเชื่อมต่อระหว่าง network ได้ อุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อเข้ากับ Switch จะได้รับ network address เป็นตัวบอกตัวตนของแต่ละอุปกรณ์ เพื่อให้การส่งข้อมูล packet ไปถึงได้ถูกต้องและเจาะจง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับ network

การทำงานของ Switch
Switch นั้นทำงานในระดับของ layer 2 ซึ่งเป็นการทำงานในระดับของ data-link layer ในกรณีของ ethernet นั้น ก็จะมีความเกี่ยวพันกับเรื่องของ frame และพวก MAC , LLCswitch นั้น เป็นอุปกรณ์ที่มีหลักการในการทำงานในลักษณะเดียวกับ อุปกรณ์จำพวก bridge ซึ่งจะมีหลักการทำงานก็คือจะส่งข้อมูลจาก port อันนึง ไปยังปลายทางที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้นข้อมูลนั้นจะไม่ถูกส่งออกไปยัง port อื่นๆ ยกเว้นมีความจำเป็นในบางกรณี เช่น ข้อมูลที่ส่งกันไม่มีผู้รับที่เชื่อมต่ออยู่ใน switch ของตัวเอง หรือ ข้อมูลที่ต้องส่งนั้น เป้นข้อมูลที่ต้องส่งออกไปในลักษณะของ broadcast หรือ multicast

Hub VS Switch


อุปกรณ์ Switch กับ Hub

อุปกรณ์ทั้งสองตัวนี้มีรูปร่างลักษณะภายนอกที่คล้ายกันมากจึงเป็นการยากที่จะแยกออก แต่ว่าเราสามารถแยกอุปกรณ์ทั้งสองนี้ได้จากลักษณะการทำงานของทั้งคู่ โดย Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ตของ Hub ยกเว้นพอร์ตที่ข้อมูลดังกล่าวเข้ามายัง Hub ในขณะที่ Switch จะทำการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ทำให้ Switch ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีเครื่องปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจำเป็น Hub เป็นเพียงตัวขยายสัญญาณข้อมูล (Repeater) เท่านั้น ในขณะที่ Switch จะมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่า, มีการเรียนรู้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ, การตัดสินใจส่งข้อมูลออกไปพอร์ตใด สาเหตุที่ Switch สามารถทำงานเหล่านี้ได้เป็นเพราะว่าในตัวของ Switch มีพวก CPU, Memory, Disk อยู่ ไม่เหมือนกับ Hub ที่ไม่พวกอุปกรณ์ประมวลผลอยู่ในตัว


ลักษณะการทำงานของ Hub และ Switch

Switch Hub คืออะไร
ขอบอกก็เลยว่าในทางวิชาการเราไม่มีอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Switch Hub จะมีเพียงแค่ Switch กับ Hub เท่านั้น แต่ว่ามีผู้ผลิตและผู้ขายหลายๆ แห่ง นำเอาคำนี้ไปเรียกกับ Switch และ Hub จนเป็นเรื่องปกติ อุปกรณ์ Switch หลายๆ ตัวก็ใช้คำเรียกกัน จนทำให้สับสนเวลาเราเลือกซื้อ หลายๆ ครั้ง Switch ที่เราซื้ออาจจะเป็น Hub แทนก็ได้ ดังนั้นก่อนที่จะซื้ออุปกรณ์อะไรควรตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะซื้อ เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่ถูกต้องตรงกับการใช้งานในระบบของเรา

2
กล้อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ / เทคโนโลยีกล้องวงจรปิด
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2020, 02:28:52 PM »
กล้องวงจรปิดมีความสำคัญมากในปัจจุบันเพราะเป็นระบบพื้นฐานด้านความปลอดภัย แต่ว่ากล้องวงจรปิดแต่ละตัวก็มีระบบการทำงานและให้คุณภาพของภาพที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับระบบกล้องวงจรปิดกัน โดยระบบของกล้องวงจรปิดหลักๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ระบบ คือ HDCVI, HDTVI, AHD, และ CVBS ซึ่งแต่ละระบบแตกต่างกันดังนี้

HDCVI คือระบบกล้องวงจรปิดแบบ Analog ใหม่ล่าสุดที่สามารถให้ความคมชัดของภาพระดับ HD 720p และ 1080p โดยใช้สายสัญญาณ Coaxial หรือ RG6 แบบ Analog ที่ใช้ในกล้อง สามารถใช้การเดินสายระบบ Analog แบบเดิมแต่สามารถให้ความละเอียดของกล้องได้สูงใกล้เคียงระบบ IP Camera (เท่าที่ทดสอบภาพที่ได้ยังไม่คมชัดเท่า IP Camera) ในราคาที่ประหยัดกว่า IP Camera มากพอสมควร (กล้องระบบ HDCVI ราคาสูงกว่ากล้องระบบ Analog แบบเดิมไม่มากนัก) และยังสามารถทดแทนกล้องในระบบ Analog เดิมได้โดยไม่ต้องเดินสายสัญญาณใหม่ (ในกรณีต้องการเปลี่ยนระบบเดิมเป็น HDCVI)

HD TVI คือเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดที่มีชื่อเต็มว่า HD Transport Video Interface เป็นเทคโนโลยีการส่งภาพที่ให้ความคมชัดในระดับ HD ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิล Analog ทั่วไป หรือสาย RG6 แบบที่เราใช้เดินสายกล้องวงจรปิดกันอยู่นั่นเอง โดยการเพิ่ม Chip ที่มีคุณลักษณะพิเศษที่เป็นตัวส่งสัญญาณผ่านแบบ HD ใส่ลงไปในตัวกล้อง และใช้ Chip แบบพิเศษเช่นกันเป็นตัวรับสัญญาณใส่ลงไปในเครื่องบันทึก ทำให้สามารถขยายการส่งภาพและปรับคุณภาพความคมชัดของวีดีโอได้

AHD คือ กล้องวงจรปิดรูปแบบใหม่ที่พัฒนามาจากกล้อง Analog ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นในระดับ HD 720p(1280 x 720) และHD 1080p (1920×1080) มีความสามารถ ส่งผ่านสายสัญญาณไกลถึง 500 เมตรโดยใช้สาย Coaxial RG-6 ถ้าเป็นการอัพเกรดจาก ระบบ Analog เดิมก็ไม่ต้องทำการติดตั้งเดินสายใหม่ และยังสามารถใช้งานร่วมกับบาลัน (Balun) เดิมของระบบ Analog ได้ โดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากเทคโนโลยี Y/C ของระบบภาพ TV, เทคโนโลยีการกรองสัญญาณ ,เทคโนโลยีการลดสัญญาณรบกวน 3D Noise ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดสูง และระบบ AHD จะไม่มีการบีบอัดหรือการเข้ารหัสทำให้ภาพที่ได้เป็น Real-Time ไม่มีการหน่วงของสัญญาณในการส่งสัญญาณ และเมื่อเปรียบกับสัญญาณCVBS ที่มีความละเอียดเท่ากันแต่คุณภาพของภาพของ AHD ดีกว่าอีกทั้งระบบเป็นแบบเปิดสามารถใช้งานกับ กล้องและเครื่องบันทึกที่เป็น AHD เหมือนกันได้สามารถนำกล้องในระบบเดิม (D1/960H) มาใช้ร่วมกันได้ ทำให้คุ้มค่าในการลงทุนประหยัดค่าใช้จ่าย ในการอัพเกรดระบบเดิม

CVBS เรียกว่า "สีวิดีโอว่างและซิงค์" "สัญญาณวิดีโอคอมโพสิตเบส" หรือ "สัญญาณวิดีโอคอมโพสิต" หรือ "วิดีโอคอมโพสิตที่มีการถ่ายโอนข้อมูลและซิงค์" CVBS เป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายหรือที่เรียกว่าวิดีโอ baseband หรือวิดีโอ RCA ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายโอนข้อมูลภาพแบบดั้งเดิมจากสัญญาณโทรทัศน์ NTSC ซึ่งส่งข้อมูลในรูปแบบอะนาล็อก เป็นรูปแบบที่รวมเอาสัญญาณภาพ (ภาพ) ของสัญญาณโทรทัศน์อะนาล็อกเข้ากับสัญญาณเสียงและเลียนแบบสัญญาณก่อนผู้ให้บริการคลื่นวิทยุAV = AUDIO + VIDEO อันที่จริงแล้ว VIDEO คือ CVBS

แต่ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดของเราก้าวหน้าไปไกลแล้ว ทำให้เราไม่ต้องมีปัญหาหรือคิดมากว่าเราควรจะเลือกกล้องวงจรปิดระบบไหนดี เพราะว่าเรามีกล้องวงจรปิดแบบ 4in1 ซึ่งเป็นการรวมเทคโนโลยีระบบทั้งหมด รวมเข้ากับกล้องตัวเดียว ทำให้กล้องวงจรปิดมีระบบการทำงานทั้งแบบ HDCVI, HDTVI, AHD, และ CVBS ทำให้คุณสามารถเลือกได้หลากหลายว่าจะเลือกใช้ภาพคุณภาพแบบใด ทั้งราคาประหยัดกว่าและตอบสนองความต้องการมากกว่าด้วย แน่นอนว่าเรามีกล้องวงจรปิด 4in1 คุณภาพเยี่ยม ราคาย่อมเยา พร้อมส่งตรงถึงมือคุณ สนใจกดลิงก์ด้านล่างเพื่อดูสินค้าได้เลย

3
เครื่องทาบบัตร เป็นอุปกรณ์อีกอย่างที่แพร่หลายและเป็นที่นิยมมากในสำนักงานและกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าเราจะไปองค์กรไหนๆ เราก็จะเห็นเครื่องทาบบัตรอยู่ติดหน้าทางเข้าของสถานที่ต่างๆ และหากใครต้องการเข้าไปข้างในก็ต้องมีบัตรพนักงานหรือบัตรคีย์การ์ดก่อน เพราะบัตรเหล่านี้ก็คือกุญแจที่ไขประตูให้เราเข้าไปข้างในได้ เครื่องทาบบัตรและบัตรเป็นของควบคู่กันไม่สามารถขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้ หากมีเครื่องทาบบัตรแต่ไม่มีคีย์การ์ดเราก็ไม่สามารถใช้งานระบบได้ และหากมีบัตรแต่ไม่มีเครื่องทาบบัตรระบบก็ไม่เป็นระบบไม่สามารถทำงานได้เหมือนกัน ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดคุยกันในเรื่องของ เครื่องทาบบัตรและบัตรคีย์การ์ดกัน

เครื่องทาบบัตร คืออะไร?
เครื่องทาบบัตร คืออุปกรณ์ประเภทหนึ่งที่ใช้งานในระบบ Access Control ทำหน้าที่ควบคุมการเปิดปิดประตูอาคารหรือประตูห้อง โดยการใช้บัตรทาบไปที่เครื่อง เมื่อเครื่องอ่านค่าหรือรับคลื่นสัญญาณจากบัตรมาแล้ว ก็จะทำการตรวจสอบหรือเปรียบเทียบข้อมูลจากข้อมูลเดิมว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วจึงนำผลลัพธ์นั้นส่งไปให้ระบบประมวลผลเพื่อสั่งเปิดหรือปิดประตูนอกจากเครื่องทาบบัตรจะสามารถนำมาใช้กับระบบ Access Control แล้วยังสามารถนำมาใช้กับระบบลงเวลาพนักงานแทนเครื่องบันทึกเวลาได้อีกด้วย


การประยุกต์การใช้งานเครื่องทาบบัตร
- เครื่องทาบบัตร สามารถบันทึกข้อมูลการทาบบัตรไว้ได้ โดยเครื่องทาบบัตรบางรุ่นสามารถบันทึกข้อมูลการทาบบัตรไว้เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การนำเวลาในการทาบบัตรไปคิดการทำงานของพนักงาน และคำนวณเงินเดือน เป็นต้น
- เครื่องทาบบัตร ทำหน้าที่ควบคุมการเปิด-ปิดประตู ซึ่งส่วนใหญ่เครื่องทาบบัตรที่นำมาใช้ในงานประเภทนี้จะเป็นเครื่องแบบไม่มีการบันทึกข้อมูลจัดเก็บไว้ จะใช้งานแค่ตรวจสอบความถูกต้องของบัตรและสิทธิของผู้ที่ถือบัตรใบนั้นและสั่งให้ประตูเปิดเพียงเท่านี้ ซึ่งเครื่องเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นที่อยู่ในหอพักหรืออพาร์ทเม้นท์
- การนำเครื่องทาบบัตรไปติดตั้งร่วมกับประตู Auto door โดยการนำเครื่องทาบบัตรคีย์การ์ด มาติดตั้งแทน อุปกรณ์ตรวจจับความเคลื่อนไหว
- การติดตั้งเครื่องทาบบัตรกับเครื่องกั้นทาง เช่น tripod Turnstile , Flap Turnstile, swing Turnstile


บัตรคีย์การ์ดที่ใช้งานร่วมกับเครื่อง
บัตรคีย์การ์ดที่เราใช้งานร่วมกับเครื่องทาบบัตร หลักๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทนั้นก็คือ

บัตร Mifare Card เป็นบัตรที่มีคลื่นความถี่ 13.56 Mhz เป็นบัตรประเภทที่มีความสามารถทั้ง Read และ Write หมายความว่า บัตรคีย์การ์ดประเภทนี้สามารถเขียนข้อมูลลงไปได้ ยกตัวอย่างเช่นบัตรพนักงาน เป็นต้น ทำให้เราทราบข้อมูลการใช้งานของเจ้าของบัตร Milfare Card นั้นขึ้นอยู่กับความจุหน่วยความจำของบัตรด้วย

บัตร Proximity Card เป็นบัตรที่มี คลื่นความถี่ 125 KHz บัตรคีย์การ์ดประเภทนี้ สามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนข้อมูลลงไปได้เนื่องจากตัวบัตรนั้นมีข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่หลากหลายและแต่ละบัตรจะมีรหัสที่ไม่ซ้ำกัน จึงเป็นที่นิยมใช้มากในกลุ่มธุรกิจที่พักหรือโรงแรม และบัตรนี้ยังนิยมนำมาใช้กับระบบลานจอดรถด้วย


ในการเลือกใช้ซื้อเครื่องทาบบัตรนั้นจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจขององค์กรนั้นเป็นแบบใด และจะใช้งานระบบและอุปกรณ์เหล่านี้ที่ไหน เพราะเครื่องทาบบัตรแต่ละรุ่นรองรับการทำงานของบัตรแต่ละแบบไม่เหมือนกัน เครื่องบางรุ่นอาจรองรับบัตรได้ทั้ง 2 แบบ หรือบางรุ่นอาจรองรับบัตรได้แค่แบบใดแบบหนึ่ง ดังนั้นผู้ติดตั้งระบบจำเป็นต้องรู้ทั้งประเภทงานที่ติดตั้งและความเหมาะสมในการเลือกใช้อุปกรณ์

4
เครื่องใช้ไฟฟ้า / UPS คืออะไร
« เมื่อ: มกราคม 27, 2020, 02:10:25 PM »


UPS เป็นคำย่อของ Uninterruptible Power Supply ถ้าแปลความหมายตรงตัว จะหมายถึง แหล่งจ่ายพลังงานต่อเนื่องนั่นเอง อาจกล่าวได้ว่า
UPS ก็คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่สามารถทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือคอมพิวเตอร์ได้อย่างต่อเนื่องแม้ในเวลาที่ไฟดับหรือเกิดปัญหาทางไฟฟ้า
โดยสามารถรับพลังงานไฟฟ้าได้ทุกสภาพ แล้วจ่ายพลังงานไฟฟ้าออกมาเป็นปกติ ส่วนประกอบสำคัญของ UPS มีดังนี้

- แหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรอง – แบตเตอรี่ เพื่อสำรองพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้กรณีเกิดไฟฟ้าดับ หรือไฟฟ้าตกชั่วขณะหนึ่ง โดย UPS จะสามารถจ่ายไฟฟ้าสำรองไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ
- เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า AC เป็น DC (Rectifier) หรือ เครื่องประจุแบตเตอรี่ (Charger) จะทำการแปลงกระแสไฟฟ้า AC ที่รับจากระบบจ่ายไฟ เป็นกระแสไฟฟ้า DC และประจุไว้ในแบตเตอรี่
- เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า DC เป็น AC (Inverter) จะแปลงกระแสไฟฟ้า DC ที่รับจากแบตเตอรี่ เป็นกระแสไฟฟ้า AC เพื่อใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือคอมพิวเตอร์

ข้อดี
· ช่วยให้สามารถบันทึกข้อมูล (Save) ของแฟ้มข้อมูลที่เปิดอยู่
· ไม่ทำให้ข้อมูลและการทำงานของโปรแกรมผิดพลาด
· สามารถ Shutdown ระบบคอมพิวเตอร์ได้ตามขั้นตอน
· ช่วยยืดอายุการใช้งานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ

Credit by : Klongthomtech

5
อุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่เรามักจะเห็นในระบบ Access Control คือเครื่องสแกนลายนิ้วมือนี้เอง เครื่องสแกนลายนิ้วมีอเป็นอุปกรณ์ที่นิยมนำมาใช้ในระบบนี้เป็นอย่างมากเพราะมีความแม่นยำที่สูง และลายนิ้วมือของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ง่ายที่จะระบุได้ว่า ลายนิ้วมือนี้เป็นของใคร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเครื่องสแกนลายนิ้วมือจึงนิยมนำมาใช้ในการจัดการฐานข้อมูลของพนักงาน

เครื่องสแกนลายนิ้วมือคือ?
เครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือ Finger scan คืออุปกรณ์ที่ใช้อ่านลายนิ้วมือและแปลงลายนิ้วมือที่อ่านได้เป็นข้อมูลดิจิตอล ข้อมูลลายนิ้วมือเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่างๆ อาทิ การยืนยันตัวบุคคล การบันทึกข้อมูลบุคคลลงฐานข้อมูล เป็นต้น โดยส่วนมากเครื่องแสกนลายนิ้วมือมักถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบลงเวลาพนักงาน เพราะอย่างที่เราทราบข้างต้น ลายนิ้วมือของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน จึงเป็นการยากที่จะให้ใครมาลงเวลาแทนให้กันได้ และลายนิ้วมือเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่ติดตัวเราตลอด จึงไม่ต้องกังวลว่ามันสูญหายเหมือนบัตรพนักงาน

Bio Technology กับ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเครื่องสแกนลายนิ้วมือจึงสามารถอ่านและรู้ได้ว่าลายนิ้วมือแต่ละลายเป็นของใคร ดังนั้นเราขอแนะนำให้ทุกๆ ท่านรู้จักกับ Bio Technology หรือ เทคโนโลยีชีวภาพกันก่อน ซึ่งเทคโนโลยีนี้คือเทคโนโลยีซึ่งนำเอาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิต หรือ ชิ้นส่วนต่างๆของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งผลผลิตต่างๆของสิ่งมีชีวิตเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านต่างๆ โดยตรง หรือ โดยอ้อมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิ การการพยายามลดใช้สารเคมีในการทำการเกษตร เป็นต้น

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าทุกคนคงสงสัยว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับเครื่องสแกนลายนิ้วมือ และขอบอกเลยมันเกี่ยวมากๆ เพราะว่าเทคโนโลยีนี้มีนวัตกรรมหนึ่งชื่อว่า Biometrics ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการตรวจพิสูจน์สิ่งมีชีวิต โดยการผสมผสานเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีอื่นๆ เข้าด้วยกันเพื่อการตรวจพิสูจน์บุคคล และแบ่งออกเป็นการตรวจสอบทางกายภาพกับพฤติกรรม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะบุคคลมาทำการเปรียบเทียบข้อมูลในฐานข้อมูลหรือที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ และเครื่องสแกนลายนิ้วมือได้นำเทคโนโลยีนี้เข้าเพื่อใช้ในการเก็บบันทึกข้อมูลและตรวจทานพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลนั้น โดยใช้ลายนิ้วมือที่เป็นเอกลักษณ์ทางกายภาพในการเปรียบเทียบข้อมูลเทคโนโลยีไม่ใช้กับแค่เครื่องสแกนลายนิ้วมือ แต่ยังถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นด้วย ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ที่ปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ กลอนประตู Hotel Lock หรือแม้แต่เครื่องถ่ายเอกสารบางรุ่นก็มีระบบสแกนลายนิ้วมือนี้เหมือนกัน

ทำไมเครื่องสแกนลายนิ้วมือถึงถูกนำมาใช้กับระบบลงเวลา
สาเหตุที่เครื่องสแกนลายนิ้วมือถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบลงเวลามีเหตุผลหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • เครื่องสแกนลายนิ้วมือจะลดปัญหาการทุจริตในการลงเวลาการทำงานของพนักงานได้ เป็นอย่างดี
  • เครื่องสแกนลายนิ้วมือสามารถระบุข้อมูลพนักงานแต่ละคนได้ดีกว่า ระบบการลงเวลาแบบอื่นๆ
  • ระบบบริหารการจัดการในการทำข้อมูลการคิดเวลาทำงานของพนักงานใช้เวลาสั้นแต่ แม่นยำ
  • ไม่ต้องกังวลกับการสูญหายของข้อมูลที่จัดเก็บ หรือความผิดพลาดในการจัดทำข้อมูล
  • ช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายได้อย่างเด่นชัด และไม่มีผลกระทบกับการทำงานที่แท้จริง
  • เครื่องสแกนลายนิ้วมือยังสามารถทำเป็นระบบความคุมการเข้า-ออกสถานที่ได้ความ ปลอดภัยที่ดี
  • ป้องกันในเรื่องของการทุจริตในการลงเวลา กับ ความปลอดภัยในการควบคุมการ เข้า - ออกสถานที่ และระบบซอฟแวร์การจัดการบริหารที่ดี

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทุกคนคงจะรู้แล้วว่าทำไมเครื่องสแกนลายนิ้วมือถึงเป็นที่นิยมและถูกนำมาใช้ในองค์กรธุรกิจต่างๆ เพราะมีการจัดการข้อมูลที่แม่นยำและมีความปลอดภัยที่สูง สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานกับระบบอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Access Control ระบบลงเวลาพนักงาน หรือนำไปใช้กับระบบลงทะเบียนบุคคล เครื่องสแกนลายนิ้วมือก็สามารถทำได้

6
อุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่เรามักจะเห็นในระบบ Access Control คือเครื่องสแกนลายนิ้วมือนี้เอง เครื่องสแกนลายนิ้วมีอเป็นอุปกรณ์ที่นิยมนำมาใช้ในระบบนี้เป็นอย่างมากเพราะมีความแม่นยำที่สูง และลายนิ้วมือของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ง่ายที่จะระบุได้ว่า ลายนิ้วมือนี้เป็นของใคร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเครื่องสแกนลายนิ้วมือจึงนิยมนำมาใช้ในการจัดการฐานข้อมูลของพนักงาน

เครื่องสแกนลายนิ้วมือคือ?
เครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือ Finger scan คืออุปกรณ์ที่ใช้อ่านลายนิ้วมือและแปลงลายนิ้วมือที่อ่านได้เป็นข้อมูลดิจิตอล ข้อมูลลายนิ้วมือเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่างๆ อาทิ การยืนยันตัวบุคคล การบันทึกข้อมูลบุคคลลงฐานข้อมูล เป็นต้น โดยส่วนมากเครื่องแสกนลายนิ้วมือมักถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบลงเวลาพนักงาน เพราะอย่างที่เราทราบข้างต้น ลายนิ้วมือของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน จึงเป็นการยากที่จะให้ใครมาลงเวลาแทนให้กันได้ และลายนิ้วมือเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่ติดตัวเราตลอด จึงไม่ต้องกังวลว่ามันสูญหายเหมือนบัตรพนักงาน

Bio Technology กับ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเครื่องสแกนลายนิ้วมือจึงสามารถอ่านและรู้ได้ว่าลายนิ้วมือแต่ละลายเป็นของใคร ดังนั้นเราขอแนะนำให้ทุกๆ ท่านรู้จักกับ Bio Technology หรือ เทคโนโลยีชีวภาพกันก่อน ซึ่งเทคโนโลยีนี้คือเทคโนโลยีซึ่งนำเอาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิต หรือ ชิ้นส่วนต่างๆของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งผลผลิตต่างๆของสิ่งมีชีวิตเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านต่างๆ โดยตรง หรือ โดยอ้อมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิ การการพยายามลดใช้สารเคมีในการทำการเกษตร เป็นต้น

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าทุกคนคงสงสัยว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับเครื่องสแกนลายนิ้วมือ และขอบอกเลยมันเกี่ยวมากๆ เพราะว่าเทคโนโลยีนี้มีนวัตกรรมหนึ่งชื่อว่า Biometrics ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการตรวจพิสูจน์สิ่งมีชีวิต โดยการผสมผสานเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีอื่นๆ เข้าด้วยกันเพื่อการตรวจพิสูจน์บุคคล และแบ่งออกเป็นการตรวจสอบทางกายภาพกับพฤติกรรม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะบุคคลมาทำการเปรียบเทียบข้อมูลในฐานข้อมูลหรือที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ และเครื่องสแกนลายนิ้วมือได้นำเทคโนโลยีนี้เข้าเพื่อใช้ในการเก็บบันทึกข้อมูลและตรวจทานพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลนั้น โดยใช้ลายนิ้วมือที่เป็นเอกลักษณ์ทางกายภาพในการเปรียบเทียบข้อมูลเทคโนโลยีไม่ใช้กับแค่เครื่องสแกนลายนิ้วมือ แต่ยังถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นด้วย ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ที่ปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ กลอนประตู Hotel Lock หรือแม้แต่เครื่องถ่ายเอกสารบางรุ่นก็มีระบบสแกนลายนิ้วมือนี้เหมือนกัน

ทำไมเครื่องสแกนลายนิ้วมือถึงถูกนำมาใช้กับระบบลงเวลา
สาเหตุที่เครื่องสแกนลายนิ้วมือถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบลงเวลามีเหตุผลหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • เครื่องสแกนลายนิ้วมือจะลดปัญหาการทุจริตในการลงเวลาการทำงานของพนักงานได้ เป็นอย่างดี
  • เครื่องสแกนลายนิ้วมือสามารถระบุข้อมูลพนักงานแต่ละคนได้ดีกว่า ระบบการลงเวลาแบบอื่นๆ
  • ระบบบริหารการจัดการในการทำข้อมูลการคิดเวลาทำงานของพนักงานใช้เวลาสั้นแต่ แม่นยำ
  • ไม่ต้องกังวลกับการสูญหายของข้อมูลที่จัดเก็บ หรือความผิดพลาดในการจัดทำข้อมูล
  • ช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายได้อย่างเด่นชัด และไม่มีผลกระทบกับการทำงานที่แท้จริง
  • เครื่องสแกนลายนิ้วมือยังสามารถทำเป็นระบบความคุมการเข้า-ออกสถานที่ได้ความ ปลอดภัยที่ดี
  • ป้องกันในเรื่องของการทุจริตในการลงเวลา กับ ความปลอดภัยในการควบคุมการ เข้า - ออกสถานที่ และระบบซอฟแวร์การจัดการบริหารที่ดี

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทุกคนคงจะรู้แล้วว่าทำไมเครื่องสแกนลายนิ้วมือถึงเป็นที่นิยมและถูกนำมาใช้ในองค์กรธุรกิจต่างๆ เพราะมีการจัดการข้อมูลที่แม่นยำและมีความปลอดภัยที่สูง สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานกับระบบอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Access Control ระบบลงเวลาพนักงาน หรือนำไปใช้กับระบบลงทะเบียนบุคคล เครื่องสแกนลายนิ้วมือก็สามารถทำได้

7
หลายๆ คนอาจรู้จักคำว่า “Smart Home” กันมาบ้างแล้ว นั้นก็คือระบบบ้านอัจฉริยะที่นำเอาเทคโนโลยีอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้น อาทิ ระบบควบคุมไฟฟ้าเปิดปิดอัตโนมัติ ระบบรดน้ำในสวนอัตโนมัติ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นในบ้านก็เป็นเทคโนโลยี Smart Home เช่นเดียวกัน แต่ว่าที่เราจะพูดถึงกันที่นี่คือ “ระบบรักษาความปลอดภัยบ้านอัจฉริยะ” คือการนำเอาเทคโนโลยีหรือระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ มาใช้เพื่อความปลอดภัยภายในบ้านและเพิ่มความสะดวกสบายแก่ทุกๆ คน

ระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านคืออะไร?
ระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน หรือ Home Security คือระบบหรือมาตราการรักษาความปลอดภัยที่ทำขึ้นมาเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยของบ้าน โดยส่วนมากระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านที่ทุกคนนิยมใช้และคุ้นเคยมากกันดีที่สุดนั้นคือระบบกล้องวงจรปิด แต่ว่าเพียงแค่กล้องวงจรปิดธรรมดาอย่างเดียวอาจเพียงพอต่อความปลอดภัยภายในบ้าน จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้งานร่วมด้วยเกิดเป็น Smart Home Security ตัวอย่างเช่น กล้องวงจรปิดแบบมี Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหวพร้อมสัญญาณไซเรน เมื่อมีใครแอบเข้ามาในบ้านแล้ว Sensor ตรวจจับได้ กล้องก็จะส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังมือถือของผู้ใช้งาน เราสามารถดูภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ผ่านกล้อง หากมีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้น เราสามารถเปิดสัญญาณไซเรนหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

ระบบความปลอดภัยบ้านอัจฉริยะนั้นไม่ได้มีเพียงแค่กล้องวงจรปิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จริงๆ แล้วระบบนี้สามารถแบ่งระบบออกมาย่อยๆ ได้อีก 8 ระบบ ซึ่งมีระบบดังต่อไปนี้

1. ระบบ Security Lighting
ระบบที่สามารถควบคุมการปิดเปิดไฟทั้งภายในและภายนอกบ้านด้วยคอมพิวเตอร์จากที่ทำงานหรือสมาร์ทโฟน โปรแกรมไฟที่จะเปิดขึ้นอัตโนมัติเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น รวมถึงการจำลองให้คนภายนอกเห็นว่ามีคนอยู่ในขณะที่ไม่อยู่บ้าน (Present Simulation)


ภาพที่ 1 หลอดไฟที่สามารถเปิดปิดไฟจำลองว่ามีคนอยู่ในบ้านขณะที่เราไม่อยู่

2. ระบบ Remote Locking
ระบบที่สามารถล็อคประตูได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่บนถนนหรือในเมือง เพียงแค่มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต รวมถึงการตั้งโปรแกรมให้ล็อคประตูอัตโนมัติในเวลาเดิมทุกคืน และปลดล็อคประตูสำหรับพี่เลี้ยงเด็กให้เข้ามาในบ้านได้ทุกๆ เช้าเวลาเดิมเช่นกัน


ภาพที่ 2 กลอนประตูที่สามารถสั่งการเปิดปิดได้ผ่านทางมือถือ

3. Digital Video Security
ระบบที่สามารถดูการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านแบบสด ณ เวลาจริงขณะนั้นเป็นวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็น เมื่อลูกๆ กลับมาถึงบ้าน สังเกตสัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งคนมาส่งพัสดุที่บ้านหรือเรียกง่ายๆ ก็คือระบบกล้องวงจรปิดนั้นเอง


ภาพที่ 3 กล้องวงจรปิดที่มาพร้อมกับระบบ Sensor และสัญญาณไซเรน

4. Indoor/Outdoor Sensor
เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งในบ้านและนอกบ้านคุณ ตรวจจับเสียงประหลาดจากกระจกแตกเพื่อป้องกันการบุกรุก เมื่อเกิดอะไรขึ้นคุณจะได้รับการแจ้งเตือนมาทางสมาร์ทโฟน เพื่อให้คุณสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที


ภาพที่ 4 Outdoor sensor ตรวจจับสิ่งที่เคลื่อนที่ผ่าน sensor ที่เครื่องยิง

5. Environmental Sensor
เซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมในบ้านอัจฉริยะ ซึ่งเหมาะสำหรับห้องครัว ห้องน้ำ ห้องซักรีด ห้องใต้ดิน ที่จำเป็นต้องมีเครื่องตรวจจับอัตโนมัติ ซึ่งสามารถตรวจจับน้ำท่วม การรั่วไหลหรือซึมของน้ำและอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นสัญญาณจะดังขึ้นเตือน ให้สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันเวลา เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของคุณและคนในบ้าน


ภาพที่ 5 เครื่องตรวจอุณภูมิและอากาศภายในบ้าน

6. Theft Protection
เซ็นเซอร์ไร้สายที่สามารถผูกติดกับของมีค่าต่างๆ ในบ้านคุณ และแจ้งเตือนเมื่อถูกเคลื่อนย้ายหรือเกิดความผิดปกติขึ้น เพื่อกันการโจรกรรมคล้ายๆ กับระบบสัญญาณกันขโมยของในห้างหรือร้านค้า

7. Emergency Help
การขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ด้วยการกดเพียงหนึ่งถึงสองปุ่ม ผ่านอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ เช่น สายรัดข้อมือ เครื่องประดับ เข็มขัด หรือพวงกุญแจ โดยสัญญาณจะถูกส่งไปยังสถานีส่วนกลางเพื่อแจ้งตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เพื่อให้การช่วยเหลือคนในบ้านหรือผู้สูงอายุเป็นไปได้อย่างทันเวลา


ภาพที่ 6 แผงควบคุมที่สามารถส่งข้อความให้ทุกคนในครอบครัวรับรู้ได้

8. 24 Hour Monitoring
ระบบการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เป็นการเฝ้าระวังผ่านจอมอนิเตอร์จากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่สถานีศูนย์กลาง ซึ่งพร้อมจะส่งความช่วยเหลือมาที่บ้านเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ขึ้น เช่น การบุกรุก การเกิดเหตุเพลิงไหม้ เป็นต้น

ระบบความปลอดภัยบ้านอัจฉริยะนั้นไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันอันตรายจากภายนอกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นภายในบ้านด้วย ระบบรักษาความปลอดภัยบ้านอัจฉริยะคือระบบที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านปกป้องครอบครัวและคนที่คุณรัก ทำให้บ้านยังคงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดของพวกคุณ เพื่อให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและไร้ความกังวล

8
IP Address เป็นหมายเลขที่ใช้ระบุเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายทำให้ทราบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งไหน หมายเลข IP ที่เรานิยมใช้กันมากที่สุดคือ IPv4 แต่ว่าในปัจจุบันจำนวนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เริ่มมีจำนวนเยอะขึ้น เกินกว่าจำนวนที่ IPv4 จะรองรับไหว นั้นจึงมาการพัฒนา IPv6 ขึ้นเพื่อที่จะเพียงพบต่อจำนวนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นมาในปัจจุบันและอนาคต

IPv6 เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
ในปัจจุบันจำนวนของอุปกรณ์และเครือข่ายมีการเพิ่มจำนวนที่มากขึ้น หมายเลข IP Address ที่เราใช้กันอยู่หรือ IPv4 ก็ค่อยๆ ถูกใช้ไปจนจำนวนหมายเลขลดลงเรื่อยๆ และคาดว่าในอนาคตอินเทอร์เน็ตจะมีบทบาทสำคัญมากๆ ในครัวเรือนและอาจมีการเพิ่มหรือขยายเครือข่ายให้มากขึ้น ดั้งนั้น IPv4 อาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานในอนาคต จึงเป็นสาเหตุที่ต้องพัฒนามาตราฐาน IPv6 ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของหมายเลข IPv4 ที่กำลังค่อยๆ หมดไป

IPv6 ต่างจาก IPv4 อย่างไร?
IPv4 ประกอบด้วยเลขฐานสองจำนวน 32 บิต แบ่งตัวเลขเหล่านั้นออกเป็น 4 ช่วง โดยแต่ละช่วงแบ่งออกเป็น 8 บิต และคั้นกลางแต่ละช่วงด้วยเครื่องหมาย “.” เพื่อการสื่อสารที่เข้าใจง่ายจึงมีการนำเลขบิตของแต่ละช่วงมาแปลงเป็นเลขฐานสิบ จึงได้หน้าตาเป็นหมายเลข IP address ที่เราเห็นกันในปัจจุบันเช่น 192.168.10.1 เป็นต้น

IPv6 ประกอบด้วยเลขฐานสองจำนวน 128 บิต และเพื่อให้การสื่อสารเข้าใจง่ายขึ้น จึงมีการแปลงเป็นเลขฐาน 16 (เลข 0-9 และ a-f) ดังนั้นเลข IP ก็จะเป็นเลขฐาน 16 จำนวน 32 หลัก และใช้ ":" คั่นในแต่ละ 4 หลักของเลขฐาน 16 เราจึงจะเห็นหน้าตาของ IPv6 เป็นในลักษณะตัวอย่างดังต่อไปนี้ 3ffe:ffff:0100:f101:0210:a4ff:fee3:9566 และนอกจากการเพิ่มจำนวนบิตเพื่อรองรับหมายเลข IP ให้มากขึ้นแล้วยังพัฒนาขีดความสามารถและแก้ปัญหาที่ IPv4 ทำไม่ได้

-  เพิ่มขีดความสามารถในการเลือกเส้นทางและสนับสนุน Mobile Host
-  สนับสนุนการทำงานแบบเวลาจริง (real-time service)
-  มีระบบติดตั้ง Address อัตโนมัติ (Auto configuration)
-  ปรับปรุง Header เพื่อให้มีการประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยให้มีมากขึ้นและดีกว่าเดิม



การนำ IPv6 มาพัฒนาเทคโนโลยี
IPv6 มีการยอมรับและนิยมนำมาพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจากอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ในอนาคตจะมีการพัฒนาขึ้นมาให้ใช้ IP Address เพื่อติดต่อสื่อสารเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้แล้ว เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและทันสมัยให้กับการใช้ชีวิตของเราเพิ่มขึ้น เช่น การผลิตตู้เย็นที่รองรับมาตรฐาน Ipv6 จะช่วยให้ตู้เย็นสามารถสแกนได้ว่า อาหารใดกำลังจะหมดอายุ และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังร้านค้า เพื่อสั่งซื้อสินค้าได้โดยตรง ,การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดตามบ้างเรือนที่รองรับมาตรฐาน Ipv6 จะช่วยตรวจจับสิ่งไม่พึงประสงค์และเชื่อต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อแจ้งเหตุการณ์ในทันที เป็นต้น

ดังนั้นหลายๆ ประเทศได้แสดงเจตนารมน์ที่จะทำการอัพเกรดเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตให้เป็น IPv6 เช่น กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้ประกาศว่า จะเลิกสั่งซื้ออุปกรณ์ เครือข่ายที่สนับสนุนมาตรฐานปัจจุบันและเปลี่ยนไปใช้มาตรฐาน IPv6 ในปี 2008 ในเอเชียเอง จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ก็ส่งสัญญาณว่าจะอัพเกรดเทคโนโลยีให้รองรับ IPv6 ได้เช่นเดียวกัน แต่ญี่ปุ่นคือผู้นำในด้านนี้ รัฐบาลมีโครงการ e-Japan ที่จะสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อให้อุปกรณ์สามารถสื่อสารกันได้ และยังมีการทดสอบโครงการทดลองใช้IPv6 โดยมีการติดตั้งเครื่องมือตรวสอบสภาพอากาศและระบุตำแหน่งไว้บนรถแท็กซี่ทุกคัน เมื่อแท็กซี่วิ่งไปยังตำแหน่งใดจะทำให้ตรวจสอบได้ว่า บริเวณนั้นมีสภาพอากาศเป็นอย่างไร มีฝุ่นละอองมากหรือไม่ ทำให้ทางการสามารถควบคุมสภาพของเมืองได้ง่ายขึ้น

9


สายนำสัญญาณ RG6 Shield 95% มาพร้อมสายไฟเลี้ยงคู่ติดกับตัว เดินสายง่าย สะดวก และประหยัด เหมาะสำหรับงานติดตั้งกล้องวงจรปิดและงานทีวี
มั่นใจได้สินค้าส่งถึงมือคุณ 100% ส่งภายใน 3-5 วัน
ให้คำปรึกษาฟรีตลอดอายุการใช้งานสินค้าฟรี
ด้วยทีมงานเทคนิคมืออาชีพ
--------------------------------------------------------------------
ช่องทางการติดต่อสอบถาม
Inbox : m.me/Klongthomtech
Line : https://line.me/ti/p/x9IcCAlt-r
Mobile : 093-434-5341
Web : www.Klongthomtech.com
* สินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัท์กำหนด เท่านั้น
--------------------------------------------------------------------
#สายนำสัญญาณ #สายนำสัญญาณRG6 #สายRG6 #สายนำสัญญาณมีไฟ #สายRGมีไฟเลี้ยง #สายทองแดง #coaxial #คลองถมเทค #klongthomtech

10
ไม่ว่าจะเป็น Switch หรือว่า Hub ทั้งคู่ต่างก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมอุปกรณ์เครือข่ายในระบบเข้าด้วยกัน หลายๆ คนคิดว่าอุปกรณ์สองประเภทนี้ที่แล้วก็คือตัวเดียวกัน แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วทั้ง Switch และ Hub มีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน ทำให้มีหลายคนซื้อผิดซื้อถูกกันมาก ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาอธิบายกันว่า Switch และ Hub คืออะไร และอุปกรณ์ทั้งสองตัวนี้ทำงานอย่างไร

ทำความรู้จักกับ Hub
Hub เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงสัญญาณของอุปกรณ์เครือข่ายเข้าด้วยกันการจะทำให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์รู้จักกัน หรือส่งข้อมูลถึงกันได้จะต้องผ่านอุปกรณ์ตัวนี้ ปัจจุบันฮับถูกเปรียบเทียบกับ Switch ซึ่งมีความสามารถสูงกว่าและถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์มาตราฐานที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงสัญญาณในระบบเครือข่าย เรียกว่าฮับตกกระป๋องไปแล้ว

การทำงานของ Hub
Hub ทำงานในระดับ Physical layer (layer 1) ถ้าเทียบใน OSI model เช่น repeter hub หน้าที่ของ Hub คือตัวอุปกรณ์จะทำสำเนาข้อมูลและส่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครือข่าย ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ด้วยเช่น เครื่องพิมพ์ เป็นต้น เรียกว่าส่งข้อมูลไปทั้งหมด และถ้าข้อมูลนี้เป็นของอุปกรณ์ใดอุปกรณ์นั้นก็จะรับเองอัตโนมัติและจุดด้อยของฮับที่ควรทราบคือ เวลามีอุปกรณ์ใดส่งข้อมูลในเครือข่ายผ่านฮับอุปกรณ์อื่นๆจะต้องรอให้การส่งสมบูรณ์ก่อนเปรียบเทียบได้กับถนน One-Way ห้ามส่งข้อมูลสวนทางกันแต่มีข้อดีคือช่วยลดการเกิดการชนกันข้อมูลได้

ทำความรู้จักกับ Switch
Switch เป็นอุปกรณ์ อิเล็คทรอนิค ทีเชื่ออุปกรณ์ network เข้าด้วยกัน โดยอาศัยสาย cable ต่อเข้ากับ port แต่ละอุปกรณ์ และยังสามารถจัดการเชื่อมต่อระหว่าง network ได้ อุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อเข้ากับ Switch จะได้รับ network address เป็นตัวบอกตัวตนของแต่ละอุปกรณ์ เพื่อให้การส่งข้อมูล packet ไปถึงได้ถูกต้องและเจาะจง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับ network

การทำงานของ Switch
Switch นั้นทำงานในระดับของ layer 2 ซึ่งเป็นการทำงานในระดับของ data-link layer ในกรณีของ ethernet นั้น ก็จะมีความเกี่ยวพันกับเรื่องของ frame และพวก MAC , LLCswitch นั้น เป็นอุปกรณ์ที่มีหลักการในการทำงานในลักษณะเดียวกับ อุปกรณ์จำพวก bridge ซึ่งจะมีหลักการทำงานก็คือจะส่งข้อมูลจาก port อันนึง ไปยังปลายทางที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้นข้อมูลนั้นจะไม่ถูกส่งออกไปยัง port อื่นๆ ยกเว้นมีความจำเป็นในบางกรณี เช่น ข้อมูลที่ส่งกันไม่มีผู้รับที่เชื่อมต่ออยู่ใน switch ของตัวเอง หรือ ข้อมูลที่ต้องส่งนั้น เป้นข้อมูลที่ต้องส่งออกไปในลักษณะของ broadcast หรือ multicast

Hub VS Switch


อุปกรณ์ Switch กับ Hub

อุปกรณ์ทั้งสองตัวนี้มีรูปร่างลักษณะภายนอกที่คล้ายกันมากจึงเป็นการยากที่จะแยกออก แต่ว่าเราสามารถแยกอุปกรณ์ทั้งสองนี้ได้จากลักษณะการทำงานของทั้งคู่ โดย Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ตของ Hub ยกเว้นพอร์ตที่ข้อมูลดังกล่าวเข้ามายัง Hub ในขณะที่ Switch จะทำการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ทำให้ Switch ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีเครื่องปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจำเป็น Hub เป็นเพียงตัวขยายสัญญาณข้อมูล (Repeater) เท่านั้น ในขณะที่ Switch จะมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่า, มีการเรียนรู้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ, การตัดสินใจส่งข้อมูลออกไปพอร์ตใด สาเหตุที่ Switch สามารถทำงานเหล่านี้ได้เป็นเพราะว่าในตัวของ Switch มีพวก CPU, Memory, Disk อยู่ ไม่เหมือนกับ Hub ที่ไม่พวกอุปกรณ์ประมวลผลอยู่ในตัว


ลักษณะการทำงานของ Hub และ Switch

Switch Hub คืออะไร
ขอบอกก็เลยว่าในทางวิชาการเราไม่มีอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Switch Hub จะมีเพียงแค่ Switch กับ Hub เท่านั้น แต่ว่ามีผู้ผลิตและผู้ขายหลายๆ แห่ง นำเอาคำนี้ไปเรียกกับ Switch และ Hub จนเป็นเรื่องปกติ อุปกรณ์ Switch หลายๆ ตัวก็ใช้คำเรียกกัน จนทำให้สับสนเวลาเราเลือกซื้อ หลายๆ ครั้ง Switch ที่เราซื้ออาจจะเป็น Hub แทนก็ได้ ดังนั้นก่อนที่จะซื้ออุปกรณ์อะไรควรตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะซื้อ เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่ถูกต้องตรงกับการใช้งานในระบบของเรา

11


ฮาร์ดิกส์คุณภาพจาก Seagate รุ่น Skyhawk ฮาร์ดิกส์เพื่อกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะ อึดทนทานกว่าฮาร์ดิกส์แบบทั่วไป เพื่อให้ระบบของคุณ เฝ้าระวังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รับประกันนานสูงสุดถึง 3 ปี

มั่นใจได้สินค้าส่งถึงมือคุณ 100% ส่งภายใน 3-5 วัน
ให้คำปรึกษาฟรีตลอดอายุการใช้งานสินค้าฟรี
ด้วยทีมงานเทคนิคมืออาชีพ

***ราคาที่แสดงเฉพาะความจุ 1TB เท่านั้น ลูกค้าสามารถสอบถามราคาขนาดอื่นๆ ได้ที่ 093-434-5341
------------------------------------------------------------
ช่องทางการติดต่อสอบถาม
Inbox : m.me/Klongthomtech
Line : https://line.me/ti/p/x9IcCAlt-r
Mobile : 093-434-5341
Website : www.Klongthomtech.com
* สินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัท์กำหนด เท่านั้น
------------------------------------------------------------
#ฮาร์ดิกส์ #hdd #hilook #seagate #skyhawk #ซื้อฮาร์ดิกส์ #ฮาร์ดิกส์ราคาถูก #คลองถมเทค #klongthomtech

12
ปัจจุบันระบบกล้องวงจรปิดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถขาดได้ เพราะเป็นระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เกิดกล้องวงจรปิดในรูปแบบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะกล้องวงจรปิดแบบบันทึกเสียง หรือกล้องวงจรปิดแบบถ่ายภาพสีตอนกลางคืน แต่ว่าที่มีการพูดถึงมากที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือระบบกล้อง IP Camera ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมากพอๆ กันกับกล้องวงจรปิดระบบปกติ เพราะมีประสิทธิการทำงานที่ค่อนข้างสูง และมีฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลาย ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกล้องวงจรปิดระบบ IPและองค์ประกอบของระบบกล้องวงจรปิดระบบ IP กัน

ระบบกล้อง IP CCTV คือระบบกล้องวงจรปิดที่ใช้การเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายในบ้านหรือในองค์กร จะแตกต่างกับกล้องวงจรปิดแบบอนาล็อกตรงที่ IP Camera เป็นกล้องที่รับส่งช้อมูลแบบดิจิตอล ซึ่งจะให้ความละเอียดค่อนข้างสูงกว่าระบบอนาล็อก และมีการเพิ่มฟังก์ชั่นของเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปในตัวกล้องด้วย การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรงทำให้ง่ายและสะดวกต่อการดูภาพจากกล้องวงจรปิดแบบออนไลน์ โดยผู้ใช้งานสามารถจัดการควบคุมหรือตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิดได้จากระยะไกล เพื่อเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยภายในบ้านหรือองค์กรได้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งกล้อง IP Camera จะแตกต่างจากกล้องระบบปกติค่อนข้างมาก ไม่ใช่เพียงแต่ตัวกล้องและเครื่องบันทึก แต่ยังรวมไปถึงสายสัญญาณและอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ ที่มีการนำมาใช้ร่วมกันกับระบบกล้องด้วย


ภาพที่ 1กล้อง IP Camera

กล้อง IP กล้องตัวนี้จะแตกต่างจากกล้องวงจรปิดอนาล็อกตรงที่จะใช้การเดินสายแลนแทนการใช้สายทองแดงแทน และกล้อง IP มีเทคโนโลยีอยู่อย่างหนึ่งนั้นก็คือ PoE เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้กล้องสามารถรับไฟจากสายแลนได้ หรือก็คือให้สายแลนเป็นตัวจ่ายไฟเลี้ยงกล้องแทนพวก Adapter กล้อง IP สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักได้อีกคือ

IP Camera แบบมีสาย (Wiring) กล้องที่ใช้สายแลนในการรับส่งสัญญาณเพียงเท่านั้น
IP Camera แบบไร้สาย (Wireless) กล้องที่มีระบบรับสัญญาณ Wi-Fi ใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สาย


ภาพที่ 2เครื่องบันทึกกล้องวงจรปิดแบบ NVR

เครื่องบันทึกกล้องแบบ NVR (Network Video Recorder) อุปกรณ์บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด จะแตกต่างกับเครื่องบันทึกแบบอนาล็อกตรงที่ เครื่องบันทึกสามารถต่อเข้ากับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ และเครื่องบางรุ่นรองรับการรับส่งสัญญาณหรือเชื่อมต่อกล้องแบบไร้สายได้ด้วย


ภาพที่ 3สายแลน RG45

สายแลน (Lan Cable) หรือสายสัญญาณ RG45 เป็นสายสัญญาณที่นิยมนำมาใช้ต่ออินเทอร์เน็ตภายในบ้านและในองค์กร เป็นอุปกรณ์สำคัญในการติดตั้งระบบเครือข่าย มีมากมายหลายแบบ อาทิ CAT5, CAT5E และ CAT6 สายแลนไม่ใช่แค่เชื่อมต่อกล้องกับระบบเครือข่ายเพียงเท่านั้นแต่ สายแลนสามารถทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับตัวกล้องได้ เพียงแค่กล้อง IPCamera รุ่นนั้นสามารถรองรับฟังก์ชั่น PoE ได้


ภาพที่ 4 PoE Switch

PoE-Switch ทุกๆ คนคงรู้จักกับอุปกรณ์ Switch/Hub ที่ทำหน้าขยายระบบเครือข่ายและรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ว่า Switch ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้แตกต่างกับ Switch ที่ทุกท่านๆ นั้นรู้จัก ตรงที่มี PoE Port หรือพอร์ตสำหรับสายแลน PoE นั้นเอง ในการต่อสายแลน PoE มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่า อุปกรณ์ที่จะรับหรือส่งกระแสไฟต้องรองรับเทคโนโลยี PoE ด้วยกันทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นสายแลนจะไม่สามารถจ่ายไฟให้กับกล้องได้


ภาพที่ 5 PoE Spitter

PoE Splitter ในกรณีที่เรา Switch หรือกล้อง IP ของเราไม่รองรับเทคโนโลยี PoE ก็ต้องใช้อุปกรณ์เสริมตัวนี้เข้ามาช่วย ซึ่งอุปกรณ์นี้จะแยกระหว่างสายไฟกับสายสัญญาณให้ ทำให้อุปกรณ์ในระบบของเราสามารถใช้ PoE ได้นั้นเอง


ภาพที่ 6จอมอนิเตอร์

จอมอนิเตอร์ เอาไว้เพื่อแสดงผลภาพที่อยู่ในเครื่องบันทึก จอมอนิเตอร์ที่เลือกใช้จะต้องรองรับกับความละเอียดของกล้องด้วย ถ้าหน้าจอรองรับความละเอียดน้อย คุณภาพของภาพที่แสดงผลออกมาก็จะได้แค่เท่าความละเอียดของจอนั้น

ข้อดีของระบบกล้องไอพีวงจรปิด

- กล้องมีหมายเลข IP Address ที่ชัดเจนสามารถรู้ได้ว่าเป็นกล้องตัวไหน
- เนื่องกล้อง IP Camera รับส่งสัญญาณแบบดิจิตอลทำให้ภาพมีความเสถียรมากกว่า
- ไม่มีข้อจำกัดในการเพิ่มจำนวนกล้อง IP
- เหมาะกับองค์ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีกิจการหลายสาขา
ข้อเสียของระบบกล้องไอพีวงจรปิด

- ระบบใช้พื้นที่ Bandwidth สูงมาก ทำให้ระบบทำงานหนัก
- อุปกรณ์ของระบบกล้อง IP Camera มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่สูงกว่าระบบกล้องอนาล็อก
- กล้องแต่ละยี่ห้ออาจมีมาตราฐาน Protocal ที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถใช้งานข้ามยี่ห้อได้

13
กล้องวงจรปิดเป็นระบบปลอดภัยขั้นพื้นฐานของหลายๆ ที่ไม่ว่าจะเป็น ห้าง, ร้านค้า, ร้านอาหาร, สำนักงาน, หรือแม้แต่บ้าน ซึ่งการติดตั้งกล้องวงจรปิดในบ้าน หรือใครที่กำลังคิดจะติดตั้งกล้องวงจรปิด มักจะมีปัญหาในเรื่องของการเดินสาย ไม่ว่าจะเป็นสายกล้อง สายกล้อง และยังไม่รวมถึงอุปกรณ์ที่ต้องใช้อีกมากมาย แต่โชคดีที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดแบบใหม่ที่ทำให้คุณมีระบบกล้องวงจรปิดภายในบ้าน โดยที่คุณไม่ต้องเดินสายกล้องหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์มากมาย นั้นก็คือ กล้องวงจรปิดแบบ Wi-Fi Camera

Wi-Fi Camera เป็นเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดแบบไร้สาย ผู้ใช้งานสามารถดูภาพจากกล้องวงจรปิดได้โดยผ่าน Mobile App หรือ Web Service จากผู้ผลิตกล้องวงจรปิดรุ่นนั้นๆ กล้องวงจรปิดประเภทนี้จำเป็นจะต้องเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเสียก่อน จึงจะสามารถใช้งานได้ ซึ่งแน่นอนว่าสมัยนี้หลายๆ บ้านย่อมมีสํญญาณอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว และขั้นตอนการติดตั้งและใช้งานอุปกรณ์ไม่ยุ่งยาก ทำให้กล้อง Wi-Fi-Cam เป็นที่นิยมใช้งานภายในบ้าน มากกว่าระบบกล้องวงจรปิดแบบเต็มรูปแบบ

กล้องวงจรปิด Wi-Fi หรือ Wi-Fi Cam จัดเป็นอุปกรณ์ประเภทกล้องวงจรปิดระบบไอพีประเภทหนึ่งเพราะมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยสัญญาณ Wi-Fi แต่ว่ากล้อง Wi-Fi Cam แตกต่างกับกล้องไอพีไร้สายอยู่อย่างหนึ่ง นั้นก็คือ Wi-Fi Cam สามารถถ่ายภาพและบันทึกข้อมูดได้ด้วยตัวเอง แต่กล้องไอพีไร้สายยังจำเป็นต้องใช้เครื่องบันทึก NVR ในการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลอยู่ Wi-Fi Cam จะเก็บภาพที่บันทึกได้ลงใน SD Card ที่อยู่ในเครื่องผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลของกล้องมาเปิดดูหรือลบออก ก็สามารถทำได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์

ด้วยเหตุผลที่กล้อง Wi-Fi Cam สามารถบันทึกภาพเก็บข้อมูลลงในเครื่องได้เอง ทำให้ลดจำนวนอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งลงไปด้วย เพราะเราไม่ต้องเดินสายสัญญาณให้กล้อง ซื้อเครื่องบันทึก และถ้าเราต้องการ SD Card เพื่อเพิ่มความจุก็สามารถทำได้เองไม่ต้องให้ช่างเปลี่ยนให้เหมือกรณีเพิ่มนฮาร์ดิกส์ในเครื่องบันทึก สิ่งที่ต้องมีเวลาใช้งาน Wi-Fi Camมีเพียงแค่ สัญญาณ Wi-Fi กับ SD card สำหรับบันทึกข้อมูลเท่านั้นเอง

กล้อง Wi-Fi Cam เป็นที่นิยมมากและมีการพัฒนาเพิ่มฟีลเจอร์ และฟังก์ชั่นให้มากมายหลากหลาย ไม่ว่าเป็นการบันทึกเสียงได้ ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือมีลำโพงในตัว เป็นต้น แต่ถึงแม้ว่ากล้อง Wi-Fi Cam จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบบใหม่ๆ เสมอมา ก็ยังมีข้อเสียอยู่หลักนั้นก็คือ ความคงทน เนื่องจากขนาดรูปร่างของกล้องที่เล็ก และวัสดุตัวกล้องไม่แข็งแรงมาก ทำให้ไม่เหมาะใช้งานนอกอาคาร กล้อง Wi-Fi Cam เป็นกล้องที่เน้นไปที่การใช้งานภายในบ้านมากกว่า

สรุปข้อดี – ข้อเสียของกล้อง Wi-Fi Cam

ข้อดี
- อุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องเดินสายสัญญาณ
- ไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเพิ่ม
- มี Featureและ Function มากมาย ให้เลือกใช้งาน
- สามารถตั้งค่าและสั่งการกล้องได้ผ่านอินเทอร์เน็ต
- กล้องทำงานได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์

ข้อเสีย
- วัสดุตัวกล้องไม่ค่อยแข็งแรงมาก
- ไม่เหมาะกับการใช้งานภายนอกอาคาร
- ยิ่งประสิทธิและคุณภาพกล้องสูงเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งสูงตามเท่านั้น
- ในกรณีที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ต้องดึงภาพจาก SD Card ออกมาดูแทน

หากท่านใดกำลังมองหาซื้อกล้องวงจรปิดแวะมาดูสินค้าของเราได้ที่
www.klongthomtech.com
แหล่งจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์กล้องวงจรปิดในราคาส่ง

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Line : https://line.me/ti/p/x9IcCAlt-r
เบอร์โทรศัพท์ : 093-434-5341
Inbox : m.me/Klongthomtech

14


สายแลน CAT6 จากผู้ผลิตแบรนด์ใหญ่ InterLink สายแลนคุณภาพได้การรับรองมาตรฐานอเมริกา เหมาะกับงานเดินสายอินเทอร์เน็ตและกล้องวงจรปิด

  • มั่นใจได้สินค้าส่งถึงมือคุณ 100% ส่งภายใน 3-5 วัน
  • ให้คำปรึกษาฟรีตลอดอายุการใช้งานสินค้าฟรี
  • ด้วยทีมงานเทคนิคมืออาชีพ

--------------------------------------------------------------------
ช่องทางการติดต่อสอบถาม
Line : https://line.me/ti/p/x9IcCAlt-r
Mobile : 093-434-5341
Web : www.Klongthomtech.com
Inbox : m.me/Klongthomtech
* สินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัท์กำหนด เท่านั้น
--------------------------------------------------------------------
#interlink #cat6 #สายแลน #klongthomtech #คลองถมเทค

15


กล้องวงจรปิดแบรนด์ HiLook รองรับการทำงานกล้อง Analog 4 ระบบทั้ง TVI/AHD/CVI/CVBS และ Smart IR สำหรับโหมดกล้องกลางคืน ให้ภาพคมชัดมากกว่า ตัวกล้องกันน้ำกันฝุ่นมาตราฐาน IP66 กล้องดี ราคาไม่แพง รับประกันนานสูงสุดถึง 2 ปี มีทั้งทรงกระบอกและทรงโดม
เครื่องบันทึกรองรับเทคโนโลยีบีบอัดภาพ H.265 เก็บไฟล์ภาพได้มากขึ้น HDD ตัวเดิมแต่ดูย้อนหลังได้มากกว่าปกติ ไฟล์ภาพคมชัดไม่แตก ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน
  • มั่นใจได้สินค้าส่งถึงมือคุณ% ส่งภายใน 3-5 วัน
  • ให้คำปรึกษาฟรีตลอดอายุการใช้งานสินค้าฟรี
  • ด้วยทีมงานเทคนิคมืออาชีพ
  • สินค้ามีประกันนาน 2 ปี
--------------------------------------------------------------------
ช่องทางการติดต่อสอบถาม
* สินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัท์กำหนด เท่านั้น
--------------------------------------------------------------------
#hilook #กล้งอวงจรปิด #กล้องวงจรปิดhilook #กล้องhilook #กล้องวงจรปิดราคาถูก #ซื้อกล้องวงจรปิด #ขายกล้องวงจรปิด #กล้องวงจรปิดราคา #คลองถมเทค #klongthomtech

หน้า: [1] 2